ผู้ไกล่เกลี่ย คือ
บุคคลที่สามที่เป็นกลาง ทำหน้าที่ช่วยเหลือคู่พิพาทหรือคู่กรณีที่มีความขัดแย้งกัน ให้ได้พูดคุยเจรจา และหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธี โดยไม่มีอำนาจในการตัดสินชี้ขาดว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด
หน้าที่หลักของผู้ไกล่เกลี่ย
เป็นคนกลางรับฟัง: เปิดพื้นที่ให้คู่กรณีแต่ละฝ่ายได้เล่าปัญหาและความต้องการของตนเองอย่างปลอดภัย
ช่วยประสานและสื่อสาร: ลดความรุนแรงของอารมณ์ คลี่คลายความขัดแย้ง และช่วยแปลสารให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน
เสนอทางเลือก: แนะนำแนวทางแก้ไขปัญหาหรือทางออกที่ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย (Win-Win) แต่การตัดสินใจตกลงยอมรับหรือไม่ยังคงเป็นสิทธิของคู่กรณีเอง
ไม่ใช้วิธีบังคับ: ผู้ไกล่เกลี่ยไม่มีอำนาจสั่งการหรือบังคับให้คู่กรณีทำตามข้อตกลงได้
คุณสมบัติสำคัญของผู้ไกล่เกลี่ย
มีความเป็นกลาง: ปราศจากอคติ และเป็นที่ยอมรับของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย
มีทักษะการสื่อสารและการฟัง: มีความใจเย็น สุภาพ นุ่มนวล และสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี
มีความอดทนและเข้าใจกระบวนการ: เข้าใจหลักการระงับข้อพิพาท มีความสามารถในการเจรจาต่อรอง
กฎหมายที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย
ในประเทศไทยมี
พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นกฎหมายกลางที่ส่งเสริมให้ใช้การไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาททางแพ่ง (ที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนด) และคดีอาญาบางประเภท เพื่อช่วยลดคดีขึ้นสู่ศาลและลดความขัดแย้งในสังคม โดยคุณสามารถศึกษารายละเอียดบริการระงับข้อพิพาทเพิ่มเติมได้ที่
สถาบันอนุญาโตตุลาการ (THAC) หรืออ่านบทความวิชาการเกี่ยวกับ
ห้องสมุดศาลยุติธรรม
ผมเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนวันนี้จะมานำเสนอมอบความรู้ว่า"ผู้ไกล่เกลี่ย"คืออะไร? มาดูกันครับ!
หน้าที่หลักของผู้ไกล่เกลี่ย
เป็นคนกลางรับฟัง: เปิดพื้นที่ให้คู่กรณีแต่ละฝ่ายได้เล่าปัญหาและความต้องการของตนเองอย่างปลอดภัย
ช่วยประสานและสื่อสาร: ลดความรุนแรงของอารมณ์ คลี่คลายความขัดแย้ง และช่วยแปลสารให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน
เสนอทางเลือก: แนะนำแนวทางแก้ไขปัญหาหรือทางออกที่ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย (Win-Win) แต่การตัดสินใจตกลงยอมรับหรือไม่ยังคงเป็นสิทธิของคู่กรณีเอง
ไม่ใช้วิธีบังคับ: ผู้ไกล่เกลี่ยไม่มีอำนาจสั่งการหรือบังคับให้คู่กรณีทำตามข้อตกลงได้
คุณสมบัติสำคัญของผู้ไกล่เกลี่ย
มีความเป็นกลาง: ปราศจากอคติ และเป็นที่ยอมรับของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย
มีทักษะการสื่อสารและการฟัง: มีความใจเย็น สุภาพ นุ่มนวล และสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี
มีความอดทนและเข้าใจกระบวนการ: เข้าใจหลักการระงับข้อพิพาท มีความสามารถในการเจรจาต่อรอง
กฎหมายที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย
ในประเทศไทยมี พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นกฎหมายกลางที่ส่งเสริมให้ใช้การไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาททางแพ่ง (ที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนด) และคดีอาญาบางประเภท เพื่อช่วยลดคดีขึ้นสู่ศาลและลดความขัดแย้งในสังคม โดยคุณสามารถศึกษารายละเอียดบริการระงับข้อพิพาทเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันอนุญาโตตุลาการ (THAC) หรืออ่านบทความวิชาการเกี่ยวกับ ห้องสมุดศาลยุติธรรม